โซเชียล Share0 Tweet

ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

Clover Jarm
29 พฤษภาคม 2563 - 10:50(แก้ไข)
ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

คืบหน้าคดี "แม่ปุ๊ก" ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เผยกับผู้สื่อข่าวช่อง 8  หากตำรวจหาคำตอบได้ไม่ชัดเจน ชี้ชัดว่าแม่ปุ๊กเป็นคนเอาสารเคมีให้เด็กกินเข้าไปจริงหรือไม่ ศาลอาจยกเหตุสงสัยดังกล่าว พิจารณายกผลประโยชน์ให้แม่ปุ๊กได้  ด้านทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เห็นต่าง แม้มีช่องโหว่แต่ก็เอาผิดได้

ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

ทนายชาญชัย ฉายบุ หรือทนายหนุ่ย ซึ่งยอมรับว่า ตัวเองเป็นที่ปรึกษาทางคดีความให้กับแม่ปุ๊กมานานแล้ว เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านกัน บอกว่า เมื่อวิเคราะห์ในทางกฏหมาย ขณะนี้ยังถือว่าแม่ปุ๊กยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่ถูกกล่าวหา หากฝ่ายตำรวจจะดำเนินคดีกับแม่ปุ๊ก ในเชิงกฏหมายจะต้องตอบให้ได้ว่า สารเคมีที่พบในร่างกายเด็ก 2 คน เป็นสารชนิดใด และต้องมีหลักฐานชี้ชัดว่าแม่ปุ๊กเป็นคนเอาสารเคมีให้เด็กกินเข้าไป หากตอบคำถาม2ข้อนี้ได้ไม่ชัดเจน ศาลอาจยกเหตุสงสัยดังกล่าว พิจารณายกผลประโยชน์ให้แม่ปุ๊กได้ 

ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

 

ขณะที่ ทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เห็นต่าง บอกกับทีมข่าวช่อง 8 ว่า แม้แม่ปุ๊กอาจหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาต่อสู้ แต่ศาลก็ยังสามารถพิจารณาจากบริบทโดยรอบที่ตำรวจเก็บข้อมูลไว้ เอาผิดแม่ปุ๊กได้อยู่ดี เช่นการที่เด็กอยู่กับแม่ปุ๊กตลอด เด็กไม่เคยถูกเปลี่ยนมือคนเลี้ยง 

รวมถึงตอนที่แพทย์ได้กันไม่ให้แม่ปุ๊กเข้าเยี่ยมหรือเจอลูก เด็กก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้พยานหลักฐานที่ทีมแพทย์ซึ่งรักษาเด็กทั้ง 2 คน นำส่งพนักงานสอบสวน ถือเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือในทางกฎหมาย 

ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

 

ด้านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง วนิดา เปาอินทร์ หัวหน้าหน่วยดูแลเด็กถูกทำร้าย โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่ดูแลอาการป่วยของเด็กชายวัย 2 ขวบ ยืนยันกับคุณกานต์สินี ทีมข่าวของเราว่า มั่นใจในพยานหลักฐานที่ทีมแพทย์มี นอกจากเรื่องหลักฐานทางการแพทย์ ยังรวมถึงข้อสังเกตพฤติกรรมของแม่ปุ๊กตลอดระยะเวลาที่ดูแลลูกขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

 

โดยเฉพาะเมื่อเด็กมีอาการดีขึ้น และเตรียมจะได้กลับบ้าน จู่ๆก็เกิดอาการกำเริบแบบเดิมซ้ำทุกครั้งอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายวันที่ 23 มกราคม 2563 ก่อนที่อาการเด็กจะกำเริบจนช็อคต้องเข้าไอ ซี ยู แม่ปุ๊กเป็นบุคคลเดียวที่อยู่กับเด็กตลอด 24 ชั่วโมง 

ทีมแพทย์ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลรักษาและตัวสารเคมีมีฤทธิ์กัดกร่อนกับตำรวจไปหมดแล้ว 

ส่วนสภาพจิตใจของแม่ปุ๊กนั้น คุณหมอยืนยัน เคยส่งแม่ปุ๊กไปพบจิตแพทย์ อย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งผลออกว่าแม่ปุ๊กไม่ได้มีอาการป่วยทางจิต มีใบรับรองชัดเจน 

สอดคล้องกับข้อมูลที่ตำรวจเปิดเผยกับทีมข่าวว่า ขณะจับกุมแม่ปุ๊กสามารถให้ปากคำได้โดยมีสติสัมปชัญญะ ทั้งนี้ ได้ประสานไปยังทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์ ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตเวชเข้าตรวจสอบแม่ปุ๊กภายในเรือนจำด้วย เพื่อพิสูจน์ว่ามีปัญหาทางสุขภาพจิตจริงตามที่พ่อของแม่ปุ๊กเคยบอกหรือไม่ 

ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ แม่ปุ๊ก เชื่อว่ายังมีช่องโหว่ อาจรอดไม่ต้องรับผิด

 

อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นกังวล เนื่องจากปกติแล้วตามหลักกฎหมายจะมีการพิจารณาตามเกณฑ์การป่วยเป็นหลายระดับ ไม่ใช่ว่าหากป่วยทางสุขภาพจิตแล้วจะได้รับละเว้นโทษหรือคดี 

ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชีธนาคารของคนในครอบครัว ผู้ใกล้ชิดเพิ่มเติม เบื้องต้นยังไม่พบการนำเงินไปซื้อทรัพย์สินใดๆ 

นอกจากนี้ยังพบว่าแม่ปุ๊กมีการสร้างความน่าเชื่อด้วยการสร้างเฟซบุ๊กปลอมเป็นคนอื่น เพื่อใช้สำหรับพูดคุยตอบโต้กับเฟซบุ๊กหลักของตัวเอง เพื่อแสร้งว่ามีลูกค้าที่สั่งซื้อของกับตนแล้วได้รับของจริง 

ส่วนการตรวจตัวอย่างขวดบรรจุยา 15 ขวด ของเด็กชายวัย 2 ขวบ ที่พนักงานสอบสวนส่งไปที่กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลางเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอและลายนิ้วมือ ว่าใครเป็นผู้จับต้องหรือสัมผัสขวดยาบ้าง ล่าสุดตรวจสอบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างการนำผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับตัวอย่างของผู้ต้องหา ซึ่งต้องใช้เวลาซักระยะ

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก

ข่าวช่อง 8


แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook