การเมือง Share0 Tweet

เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้

Nabi
27 พฤษภาคม 2563 - 16:12(แก้ไข)
เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้

27 พ.ค. 63 ในช่วงสัปดาห์นี้จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 27-31 พ.ค. มีวาระสำคัญในการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ และอีก 1 ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ทั้งนี้ทางทีมข่าว Workpoint News ได้สรุปเรื่องของ เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ในชุด พ.ร.ก.รับมือโควิด 1.9 ล้านล้าน ให้เข้าใจโดยละเอียดว่า

เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้

ในส่วนของ พ.ร.ก.สำคัญ 3 ฉบับ ประกอบด้วย

  1. พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 (พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท)
  2. พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 ( พ.ร.ก.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft loan ผ่านสถาบันการเงิน เพื่อช่วยธุรกิจ SMEs วงเงิน 5 แสนล้านบาท)
  3. พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 (หรือ พ.ร.ก.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งกองทุน BSF หรือ Corporate Bond Stabilization Fund เสริมสภาพคล่องให้กับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี หรือ พยุงหุ้นกู้เอกชน ซึ่งคือกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท)
  • รวมวงเงินจาก พ.ร.ก.ทั้ง 3 ฉบับนี้จะอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท

หากดูจากหน้าข่าว ส.ส.หลายคนโดยเฉพาะซีกฝ่ายค้านมักจะเรียกรวมกันว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท แต่ใน พ.ร.ก.ฉบับแรก จะระบุชัดเจนในมาตรา 3 ว่า การกู้เงินมีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท

  • ถ้าอย่างนั้นอีก 9 แสนล้านบาทมาจากไหนถ้าไม่ใช่เงินกู้
เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้
เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้

ศรัณยกร อังคณากร รองผู้อำนวยการ ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย อธิบายว่า เงินในส่วน 9 แสนล้านที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำมาดำเนินการไม่ใช่เงินกู้ แต่คือการนำเอาสภาพคล่องที่มีเยอะเกินมาเพิ่มช่องทางในการปล่อยเงินเข้าระบบมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันสภาพคล่องเกินเป็นหลักล้านล้าน โดย 9 แสนล้านเป็นเพียงการตั้งกรอบของโครงการไว้ ส่วนจะใช้จริงเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ส่วนที่แตกต่างกันของธนาคารแห่งประเทศไทยกับรัฐบาล คือ ธนาคารกลางมีเงินอยู่แล้ว เพียงแต่จะปล่อยให้ใครเท่าไรในแต่ละช่วง แต่รัฐบาลไม่ได้มีเงินด้วยตัวเองจึงต้องหารายได้จากเงินภาษี ถ้ารายได้ไม่พอก็ต้องกู้เงิน

  • “ธนาคารแห่งประเทศไทยเหมือนธนาคารที่มีคนมาฝากเงินกับเราอยู่แล้ว เราก็เอาเงินส่วนอันนั้นไปปล่อยกู้ต่อได้ วันหนึ่งก็จะได้เงินคืนมา เพราะเป็นเงินให้เขายืมชั่วคราวสุดท้ายก็ได้คืนทุกบาท ในขณะที่การดำเนินการของรัฐบาล จะเป็นเหมือนการให้เลย เช่น การจ่ายเงินเยียวยา หรือการลดภาษี รัฐบาลจะไม่ได้เงินกลับมาในแบบการใช้หนี้คืน”

สรุปได้ว่า ในวงเงินที่ตั้งเอาไว้ในการเยียวยาและกอบกู้ผลกระทบจากโควิดจะมีวงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท (ยังไม่รวมโยกงบประมาณปี 2563 อีก 8.8 หมื่นล้านบาท) เป็นเงินที่ต้องกู้มาจริงๆ คือ 1 ล้านล้านบาท

เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้

อย่างไรก็ตาม ในวงเงิน 1 ล้านล้านนี้ บัญชีแนบท้ายพ.ร.ก.จะระบุไว้ว่า จะใช้สำหรับเรื่องอะไร จำนวนเท่าใด ซึ่งมีการแบ่งเป็น

1.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท

2.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และ ชดเชยให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 555,000 ล้านบาท ซึ่งก็คือ เงินเยียวยาส่วนที่มีการจ่าย เดือนละ 5 พันบาท 3 เดือน นั่นเอง

3.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งมีรายละเอียด เช่น

  • แผนงานลงทุนพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
  • แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน
  • แผนงานหรือโครงการเพื่อส่งเสริม
  • แผนงานกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน, .แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เงินกู้ 1 ล้านล้าน แล้วอีก 9 แสนล้านมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินกู้

ส่วนที่จะเป็นไฮไลต์ในการอภิปรายในสภาก็คือ ส่วนหลังสุด 4 แสนล้านบาท ที่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า ขอวงเงินไว้ก่อนแล้วเอาโครงการไปใส่ภายหลัง โดยที่ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ให้จับต้องได้ นี่เป็นข้อมูลเบื้องต้นก่อนติดตามการอภิปรายในสภา ระหว่าง 27-31 พ.ค. นี้

ฟังประกอบข้อหาทางการเมืองว่าด้วยการ “ตีเช็คเปล่า” จากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถึง รัฐบาลประยุทธ์

ขอบคุณภาพ และข้อมูลจาก ทีมข่าวWorkpoint


แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook