ต่างประเทศ Share0 Tweet

เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว

Shambhala TS
เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว

น้อยคนจะรู้ว่าวงการนกพิราบแข่งนั้นเป็นจริงเป็นจังมากขนาดไหน เมื่อนักเพาะพันธุ์นกพิราบใช้ในงานแข่งขัน ได้เปิดกรุนกพิราบแข่งระดับพระกาฬที่มีมูลค่ามหาศาลให้ทุกคนได้เลือกประมูล เช่นนกตัวนี้

เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว

โฮ้ก ฟาน เดอ วาวเวอร์ ผู้เพาะพันธุ์นกพิราบที่มีชื่อเสียงในแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยี่ยม ได้นำคอลเลคชั่นนกพิราบออกมาวางขายแก่ลูกค้ากระเป๋าหนักเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีดีกรีชนะรางวัลมากมาย โดยเขาจะเปิดประมูลให้ลูกค้าเข้ามาชมนกพิราบในเครือของเขา และเคาะราคากันจนตกลงกันได้แล้วจึงจะนำส่งถึงมือลูกค้า ซึ่งหลายคนก็ประมูลกันอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งมาถึงดาวเด่นของงาน นั่นคือ นิว คิม นกพิราบเพศเมียวัย 2 ปี 

เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว

ซึ่งเจ้านิว คิม ตัวนี้มีดีกรีเป็นนกพิราบแข่งสุดโหดผู้กรำศึกมาหลายสนาม ด้วยรูปร่างอันปราดเปรียวและดูเชิดๆแล้ว ทำให้ทันทีที่เปิดประมูลลงในเว็บไซต์ Pipa Piegon Paradise ภายใน 1 ชั่วโมงครึ่ง เจ้านิว คิมก็มียอดเสนอราคาสูงถึง 226 บิด โดยมียอดประมูลสูงมากถึง 1.3 ล้านยูโร (ราว 47 ล้านบาท) ซึ่งยังคงค้างอยู่ยอดนี้มา 4 วันแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นยอดประมูลนกพิราบที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทุบสถิติก่อนหน้าซึ่งเป็นของนกพันธุ์เบลเยี่ยมชื่อว่า อาร์มันโด โดยนักประมูลชาวจีนที่ได้ไป เสนอเงินสูงถึง 1,252,000 ยูโร (ราว 45 ล้านบาท) 

เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว
เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว

การประมูลในครั้งนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 พ.ย. แน่นอนว่ายอดประมูลของนิว คิมคงจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วผู้เชี่ยวชาญได้คาดเดาว่า การที่ผู้ประมูลยอมจ่ายหนักเพื่อนกพิราบตัวเดียวขนาดนี้ อาจไม่ได้นำไปใช้ในการแข่งขัน หากแต่นำไปใช้เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เนื่องด้วยความเสี่ยงในการทำให้นกตายระหว่างการแข่งนั้นมีสูงมาก ฉะนั้นแล้วการนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ แล้วเอาลูกๆของมันมาขาย ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับตัวเจ้าของมากกว่า...

เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว
เปิดตัวนกพิราบแข่ง แพงที่สุดในโลก มาพร้อมบอดี้การ์ดส่วนตัว

 

ขอบคุณข้อมูลจาก: OddityCentralKALAPATIRAN TV



แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook